Skip links

คุยกับ ‘Alex Face’ ในวันที่มีทั้งความหวังและการเปลี่ยนเเปลง

เราพบศิลปินหนุ่มครั้งแรกในงานแสดงเดี่ยวของเขาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว…  

4 ปี ถัดมา เรากลับมาเจอเขาในวาระที่กำลังมีงานแสดงเดี่ยวที่เดิมกับเมื่อ 4 ปีก่อน ณ Bangkok City City Gallery แห่งนี้อีกครั้ง

ชื่อของ ‘Alex Face’ หรือ พัชรพล แตงรื่น จากวันนั้นจนถึงวันนี้ มีมูลค่าไม่น้อยลงเลย และดูจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในตัวงานและความเป็นตัวเขาเอง เราจะพบงานของเขาอยู่ในทุกที่ ตั้งแต่เทศกาลศิลปะระดับนานาชาติ ตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ตามตรอกซอกซอย ไปจนถึงกาแฟขวดในร้านสะดวกซื้อ ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นศิลปินสตรีทอาร์ตเบอร์ต้นๆ ของประเทศ แต่ทุกวันนี้ ศิลปินหนุ่มก็ยังคงสนุกกับการเล่าเรื่องผ่านมีเดีย (Media) หรือวัสดุดั้งเดิมอย่างงานเพ้นติ้ง งานประติมากรรม ยังสนุกกับการนั่งผสมสีวาดรูปทั้งวันบนผืนผ้าใบ และในบางคืนก็ยังแอบออกไปพ่นสีบนกำแพงร้างที่ไหนสักแห่งไม่ต่างกับเมื่อ 18 ปีก่อน ตอนที่เขายังเป็นเพียงนายพัชรพลคนนั้น

คุยกับ ‘Alex Face’ ในวันที่มีทั้งความหวังและการเปลี่ยนเเปลง

ในระยะเวลา 4 ปี สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด นอกจากลูกสาวของเขาจะโตขึ้นเป็นกองแล้ว เราเจอกันในวันที่บรรยากาศของโลกและสังคมไม่เหมือนเดิม และเราต่างไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไอ้ความไม่เหมือนเดิมที่เรารู้สึกนี้ ส่งผลต่องานศิลปะและคนทำงานศิลปะไม่น้อยเลย

นิทรรศการชุดนี้เป็นตะกอนความคิดของ Alex Face ซึ่งตกค้างมาจากงานแสดงเดี่ยวของเขาที่ประเทศสิงค์โปร์เมื่อตอนต้นปี ว่าด้วยเรื่องความเปราะบางของสิ่งต่างๆ ที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM 2.5 จนมาถึงโควิด เขาเฝ้าดูระบบต่างๆ ที่เริ่มล่มสลาย ส่งผลต่อความเป็นไปของสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปีนี้ เมื่อกลับมาเมืองไทย เขาหยิบตะกอนความคิดเหล่านั้นมาเล่าต่อผ่านนิทรรศการทั้ง 3 ห้อง ประกอบไปด้วยงานภาพหุ่นนิ่ง (Still Life) จนถึงภาพเพ้นติ้งขนาดใหญ่ซึ่งเขาทำระหว่างติดแหง็กอยู่กับบ้านในช่วงสถานการณ์โควิดและใช้เวลากินนอนกับมันร่วม 2 เดือน

เราสัมผัสได้ว่างานของเขาคราวนี้มีความหม่นเศร้าและไม่ได้สดใสเหมือนอย่างครั้งก่อน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็คงเป็นความหม่นเศร้าที่เต็มไปด้วยความหวัง ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ตั้งชื่อมันว่า ‘Monument of Hope’ หรือ ‘อนุเสาวรีย์แห่งความหวัง’

ถ้ามันจะยังพอมีหวังอยู่บ้างน่ะนะ… 

“พอออกไปไหนไม่ได้ ผมก็นั่งวาดรูปอยู่บ้าน ทำได้แค่มองหา Object ภายในบ้านมาวาด มันเลยออกมาเป็นภาพหุ่นนิ่ง ที่หมายถึงการกลับไปสู่ชีวิตแบบเรียบง่าย ขณะเดียวกันก็แฝงนัยยะของความไม่แน่นอนในชีวิตเหมือนกัน” 

“ระหว่างนั้นผมกลับไปดูภาพวาดยุคคลาสสิก พวก Dutch Painting ในสมัยศตวรรษที่ 17 ซึ่งตามขนบของภาพหุ่นนิ่งยุคคลาสสิกมักจะพูดถึงความตายกับความไม่แน่นอนของชีวิต แบล็กกราวนด์ของภาพจะถูกปูด้วยสีดำ ผีเสื้อที่อยู่ในภาพสื่อถึงวงจรชีวิตแสนสั้น ในขณะที่ดอกไม้ เหมือนเป็นกำลังใจให้ผู้คน แต่ความหมายซ่อนอยู่ในนั้นคือ แม้แต่ดอกไม้ที่เห็นว่าสวยงาม เราก็ทำได้แค่เก็บบันทึกมันไว้ในภาพวาดหรือภาพถ่ายเท่านั้น เพราะวงจรชีวิตของมันไม่ได้ยืนยาวไปกว่าผีเสื้อหรือมนุษย์เลย” 

“ก่อนหน้านี้ ตอนที่คิดจะพูดเรื่องความตาย ความไม่แน่นอนอะไรพวกนี้ ผมไปพ่นรูปหัวกระโหลกไว้เยอะเลยตามที่ต่างๆ แต่สำหรับงานในมิวเซียมหรือเเกลเลอรี่ เราอาจไม่ได้พูดถึงความตายผ่านรูปหัวกระโหลกหรืออะไรแบบนั้น เราจะพูดถึงมันในอีกนัยยะ เหมือนพองานเข้ามาอยู่ในมิวเซียม มันจะมีมิติอีกแบบหนึ่ง ไม่ได้เป็นงานที่พูดตรงไปตรงมาเหมือนสตรีทอาร์ต พูดประเด็นเดียวกัน แต่บริบทของพื้นที่ไม่เหมือนกัน พอทำงานในมิวเซียมหรือเเกลเลอรี่ มันก็ต้องมีการทำงานเป็นทีม มีวิธีคิดที่เป็นระบบมากกว่า” 

คุยกับ ‘Alex Face’ ในวันที่มีทั้งความหวังและการเปลี่ยนเเปลง
อะไรทำให้อยู่ๆ คุณใคร่ครวญถึงความตายกับความไม่แน่นอนขึ้นมา

สถานการณ์ช่วงที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าความตายมันอยู่รอบตัวเราเลย ตั้งแต่อากาศที่ใช้หายใจแล้ว มันเกิดเป็นคำถามถึงความถาวรกับความไม่ถาวรของสิ่งต่างๆ บนโลก อย่างผมทำงานสตรีทอาร์ต พ่นกำแพง จะถูกทับเมื่อไรก็ได้ บางทีพื้นที่ตรงนั้นก็ถูกรื้อหรือไม่ก็อยู่กลางแจ้ง โดนฝน โดนแดด งานพวกนี้ไม่ได้ถาวรเลย ผมทำความเข้าใจกับมันมาตลอด ถ้าเราโดนพ่นทับจะรู้สึกยังไง หรือจริงๆ แล้วควรเอาความรู้สึกเราไปผูกกับงานเหล่านั้นยังไงกันแน่ สุดท้ายแล้วเราก็ต้องยอมรับว่างานมันไม่อาจคงอยู่ตลอดไปได้ 

แล้วไอ้สิ่งที่มันคงทนถาวรนี่มันคืออะไรวะ เหมือนผมเองก็รู้ว่าวันหนึ่งคนเราก็ต้องตาย เราจะสามารถทิ้งสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอาไว้ได้มั้ยในฐานะที่ผมเป็นคนทำงานศิลปะ เหมือนรูปปั้นหิน รูปปั้นสัมฤทธิ์ที่เคยไปเห็นในมิวเซียม หรืองานชิ้นมาสเตอร์พีซต่างๆ ที่ทุกวันนี้มันก็ยังคงอยู่ ถึงตัวศิลปินจะตายไปเป็นร้อยปีแล้วก็ตาม 

ผมเลยคิดถึงรูปปั้นสัมฤทธิ์ (Bronz) วัสดุที่แข็งแรงทนทานซึ่งเขามักจะนำมาใช้เป็นวัสดุสร้างอนุเสาวรีย์บุคคลสำคัญตั้งไว้กลางเมืองให้เป็นที่จดจำกล่าวขานอะไรแบบนั้น นี่คือหน้าที่ของอนุเสาวรีย์ แต่เราต่างก็เห็นกันไม่ใช่เหรอว่าในช่วงที่ผ่านมา อนุเสาวรีย์หลายๆ แห่งถูกโค่นทำลายลงมา ไม่ว่าจะด้วยเรื่องการเหยียดผิว เรื่องการค้าทาส แม้แต่รูปปั้นของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อย่างคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) เองก็ยังถูกโค่น กลายเป็นว่าอนุเสารีย์ที่เราคิดว่ามันคงทนถาวรก็ยังถูกทำลายหายไปได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะด้วยบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป หรือด้วยอำนาจอะไรบางอย่างที่อยากลบหน้าประวัติศาสตร์บางเรื่องทิ้งไป

คุยกับ ‘Alex Face’ ในวันที่มีทั้งความหวังและการเปลี่ยนเเปลง
เหมือนงานของคุณจะพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมมากขึ้นและชัดเจนขึ้น 

ใช่ แต่ก็ไม่ได้พูดตรงๆ ขนาดนั้น ยังอยากให้เป็นงานที่ต้องใช้การตีความมากกว่า เหมือนผมรู้สึกกับมัน แต่ไม่ได้อยากพูดโต้งๆ เหมือนงานสตรีทอาร์ตที่ผมทำข้างถนน จะมองว่าเกี่ยวกับสังคมก็ได้ ไม่เกี่ยวก็ได้ งานแต่ละชุดของผมจะพยายามเว้นพื้นที่ตรงกลางเอาไว้ ปล่อยให้คนตีความต่อเอง มันไม่มีถูก ไม่มีผิดหรอก ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน แต่ผมยอมรับว่าเรื่องสังคมเป็นสิ่งที่ผมคิดอยู่ตลอดขณะทำงานชิ้นนี้ขึ้นมา

บริบทสังคมที่มีผลต่องานของคุณ ทำให้ทุกวันนี้การทำงานของ Alexface เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมากน้อยแค่ไหน 

ถ้าพูดถึงการทำงานสตรีทอาร์ต เมื่อก่อนผมจะออกไปทำโดยที่ไม่ได้คิดอะไร ไปแบบว่างเปล่า แล้วค่อยไปทำงานกับพื้นที่นั้น ตอนนี้เวลาจะออกไปทำงานแต่ละครั้งต้องมีการวางแผนมากกว่าเมื่อก่อน รู้ว่าจะพูดเรื่องอะไร มีประเด็นอะไรในสังคมที่อยากพูด ก็จะไปเล่นประเด็นนั้น ไม่ได้ทำงานแบบฉับพลันเหมือนเมื่อก่อนที่จะไม่ค่อยคิด กลับมาบางครั้งชอบก็มี ไม่ชอบก็มี มันเเล้วแต่ช่วงเวลาหรือจังหวะด้วยเหมือนกัน บางทีผมไปต่างจังหวัดหรือไปต่างประเทศ เห็นกำแพงร้างๆ ก็ยังลงไปพ่นเล่นสนุกๆ อยู่ เพียงแต่ว่าทุกวันนี้มันคิดเยอะกว่าเมื่อก่อน เวลาก็มีน้อยกว่าเมื่อก่อน ไม่ได้ออกไปพ่นอะไรก็ได้ เป็น Alecface ขำๆ อะไรแบบนั้นอีกแล้ว

คุยกับ ‘Alex Face’ ในวันที่มีทั้งความหวังและการเปลี่ยนเเปลง
จนถึงวันนี้ งานของคุณอยู่ในทุกที่ คุณทำงานกับแบรนด์ ทำโปรเจ็กต์ ทำงานกับพื้นที่ จนถึงทำโชว์ใหญ่แบบนี้ คุณหาจุดสมดุลอย่างไร ในขณะที่ยังพูดเรื่องที่อยากจะพูดได้ 

ผมพยายามทำทุกอย่างในเกณฑ์ที่พอดี แต่สิ่งที่ชอบที่สุดก็ยังเป็นการทำโชว์แบบนี้แหละ ไม่ได้อยากทำโปรเจ็กต์มากไปกว่าทำงานตัวเอง ผมผ่านช่วงเวลานั้นมาเยอะ รู้สึกว่าการทำโปรเจ็กต์บางครั้งมันมีอะไรที่มาจำกัดเรา เรามีประเด็นที่อยากจะพูด ไม่ได้อยากเป็นในสิ่งที่เขาอยากให้เป็นไปซะทั้งหมด ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ผมทำจนรู้สึกว่าพอละ รู้สึกอิ่มกับมันพอสมควร ทุกวันนี้ผมยังกลับไปทำงานกับที่ร้างตามข้างถนนเหมือนจุดเริ่มต้นที่เคยทำเมื่อก่อนอยู่เลย ไม่ต้องยึดติดกับใคร กลับโหยหาแบบนั้นมากกว่า ได้สำรวจ ได้ผจญภัย กลับไปโดนด่า โดนไล่เหมือนเดิม เป็นอย่างนั้นมันก็สนุกดี

เวลาหลายปีที่คุณทำงานกับเมือง กับชุมชนมามากมาย สตรีทอาร์ตมีส่วนช่วยในการพัฒนาเมืองได้จริงๆ หรือเปล่า

ผมรู้สึกว่าการพัฒนาชุมชนเมืองด้วยสตรีทอาร์ตควรอยู่ปริมาณที่พอดี ถ้าทำเยอะไปมันอาจเป็น Pollution ได้เหมือนกัน การทำสตรีทอาร์ตกับชุมชนต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างมาก ตั้งแต่คนที่คิวเรทงานต้องมีเซ้นส์ในการจัดการ ต้องเข้าใจกายภาพของเมืองนั้นๆ ซึ่งแต่ละเมืองก็มีกายภาพไม่เหมือนกันอีก ถามว่ามันช่วยได้มั้ย ช่วยได้ เพราะมันทำให้คนไปถ่ายรูป แล้วพอคนไปถ่ายรูปก็ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในชุมชนเล็กๆ ตรงนั้น แต่ถามว่าคนจะเห็นดีเห็นงามกับมันมากน้อยแค่ไหน ผมว่ายาก เพราะทุกคนคิดไม่เหมือนกัน คนที่ทำเฟสติวัลจะรู้ว่ามันมีปัญหาเรื่องการจัดการเยอะพอสมควร บ้านนี้โอเค แต่บ้านนั้นไม่โอเค การทำงานกับชุมชนต้องเข้าใจเขาด้วย

บางทีถ้าเมืองนั้นมันสวยของมันอยู่แล้ว ผมกลับรู้สึกว่าอย่าไปแตะต้องเลย ถึงแม้เราจะเป็นคนทำก็เถอะ ผมเองก็เรียนรู้ทั้งข้อดีข้อเสียจากโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่ผ่านมานี่เเหละ 

คุยกับ ‘Alex Face’ ในวันที่มีทั้งความหวังและการเปลี่ยนเเปลง
การทำงานกับเมืองหรือชุมชน ศิลปินต้องเจอกับความจริงอะไรบ้าง

โปรเจ็กต์กับชุมชนเมืองบางครั้งเขาอยากให้พูดถึงความเป็นมาของเมือง หรือพูดถึงการท่องเที่ยว มันจะมีโจทย์มาให้เช่น ไปจังหวัดนี้ก็ต้องวาดรูปนี้ แบบนี้ ต้องวาดอะไรที่สื่อถึงเมืองนี้เท่านั้นนะ โอเค การโปรโมทจังหวัดเป็นเรื่องดี แต่แบบนั้นมันเหมือนเป็นการมองอะไรแค่เลเยอร์เดียวมากกว่า ศิลปะควรเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องมีข้อจำกัดไม่ใช่เหรอ ทำไมเราไม่ลองทำอะไรที่ก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ไปบ้างล่ะ 

แต่ข้อดีคือการทำงานกับคนที่หลากหลายทำให้เห็นว่าแต่ละคนมีวิธีคิดต่องานศิลปะยังไง ต่างกับการทำงานเฟสติวัลในต่างประเทศตรงที่เขาไม่มาดูหรอกว่าคุณจะทำงานแบบไหน คุณจะทำอะไรก็ทำเลย กับบ้านเราที่บางครั้งต้องทำสเก็ตช์ให้เขาดูก่อน ต้องผ่านขั้นตอนโน่นนี่ ผ่านคน 10 คน ที่บรีฟ 10 อย่าง ไม่เหมือนกันเลย 

แต่นั่นอาจมองได้เหมือนกันว่า วงการสตรีทอาร์ตบ้านเราได้รับการยอมรับในกระแสหลักมากขึ้น

อาจมองว่าพัฒนาขึ้นหรือถูกยอมรับมากขึ้นก็ได้ ด้วยวัยของศิลปินที่โตขึ้นด้วย อย่างผมพ่นสีมา 18 ปี มันก็นานพอที่จะกลายเป็นวัยผู้ใหญ่ แล้วคนรุ่นที่โตมากับเราก็กลายมาเป็นคนซับพอร์ตกัน มีเฟสติวัล มีเเบรนด์ มีโปรเจ็กต์อะไรมาคอลลาบอเรชั่นกับศิลปินสตรีทอาร์ตมากขึ้น ซึ่งบางครั้งศิลปินไทยได้รับการว่าจ้างมากกว่าศิลปินต่างประเทศซะอีกนะ เมืองนอกไม่ได้มีอีเว้นต์ตามห้างที่เอาศิลปินมาทำงานร่วมกันอย่างบ้านเรามากมายขนาดนี้ มองไปมองมา ศิลปินบ้านเรามีงานเยอะกว่าศิลปินบ้านเขาอีก บ้านเรานี่มีสตรีทอาร์ตแทบทุกเทศกาลเลย ฮัลโลวันสตรีทอาร์ต ลอยกระทงสตรีทอาร์ต ทุกอย่างแม่งเป็นสตรีทอาร์ตไปหมด (หัวเราะ) สตรีทอาร์ตในบ้านเรามันกลายเป็นภาพลักษณ์ของความร่วมสมัย คนรุ่นใหม่ อะไรต่างๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องดี

ขณะเดียวกัน ถ้ามองกลับมาในโลกของความเป็นจริง เราไปพ่นกำแพงท่ีไหน หลายครั้งก็ยังโดนด่า โดนไล่อยู่นะ แสดงให้เห็นว่าสตรีทอาร์ตอาจยังไม่ได้รับการยอมรับจากคนทั่วไปขนาดนั้น ยังเป็นแค่คัลเจอร์เฉพาะกลุ่มอยู่ดี 

คุยกับ ‘Alex Face’ ในวันที่มีทั้งความหวังและการเปลี่ยนเเปลง
บรรยากาศของบ้านเมืองมีส่วนมากน้อยแค่ไหนต่อการยอมรับสตรีททอาร์ต

ช่วงเวลาที่สถานการณ์บ้านเมืองมันเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด เราเห็นว่างานมันถูกเซ็นเซอร์ ถูกระวังว่าจะมีประเด็นอะไรที่ล่อแหลม ตัวศิลปินเองก็กลัวว่าอาจจะมีปัญหาตามมา คนเขาก็ไม่ยินดีหรอกที่สตรีทอาร์ตจะไปอยู่ในพื้นที่ของเขา 

ยกตัวอย่างเช่นประเด็นเรื่องเสือดำ ตอนนั้นใครๆ ก็ออกไปพ่น ผมเองก็ออกไปพ่น มันก็มีคนที่เขาชอบสตรีอาร์ตนะ แต่เขาก็ไม่โอเคที่จะให้มาพ่นอะไรแบบนี้ในที่ของเขาหรือเปล่า เพราะเขาก็ต้องมารับความเสี่ยงไปด้วย เราเป็นศิลปินก็ต้องคิดว่าเจ้าของพื้นที่เขาจะมีปัญหามั้ย ในอีกแง่ สิ่งเหล่านี้ก็แสดงให้เห็นว่าสตรีทอาร์ตเป็นตัวชี้วัดสถานการณ์บ้านเมืองได้ดีเหมือนกัน เพราะเมื่อก่อนศิลปินอาจพูดเรื่องบางเรื่องได้ แต่เดี๋ยวนี้พูดไม่ได้แล้ว เพราะเขาอาจกำลังถูกเพ่งเล็ง ถูกเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา เขาไม่สามารถพูดได้อย่างอิสระเสรีขนาดนั้นอีกแล้ว

สตรีทอาร์ตกับบริบทสังคมในบ้านเมืองอื่นที่คุณไปเห็นในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

ในต่างประเทศรัฐเขาอาจไม่มาสนใจอะไรกับงานสตรีทอาร์ตหรอก แต่เขาจะซีเรียสเรื่องการละเมิดพื้นที่มากกว่า เรื่องเนื้อหา มันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศอีกว่าเขามีบริบทบ้านเมืองยังไง อย่างเพื่อนผมที่เป็นศิลปินในฝั่งเอเชียบางคน ผมยังรู้สึกเลยว่าเขาถูกครอบด้วยระบบบางอย่าง จนมันกลายเป็นตัวเขา เป็นวิธีคิดของเขาไปแล้ว เขาจะไม่กล้าตัดสินใจอะไรบางอย่างแม้มันจะเป็นแค่เรื่องง่ายๆ ก็ตาม มันทำให้ผมเข้าใจว่าคนที่เขาโตมาในบริบทของสังคมแบบไหน งานเขาก็จะสะท้อนออกมาแบบนั้น เหมือนเขาไม่กล้าที่จะข้ามกรอบนั้นออกไป แต่ฝั่งยุโรปหรืออเมริกา แน่นอนว่ามันจะมีความอิสระในการพูดได้มากกว่า ไม่ว่ามีประเด็นอะไรในสังคม มันสะท้อนออกมาในงานที่ศิลปินทำข้างถนนได้ทันทีเลย 

ในยุคที่งานศิลปะเปราะบางต่อการถูกเซ็นเซอร์เช่นเวลานี้ ส่งผลต่อศิลปินในแง่ไหนบ้าง

ผมว่ายิ่งเซ็นเซอร์ ยิ่งห้าม เป็นธรรมชาติที่ศิลปินจะยิ่งทำ ยิ่งขบถ เพียงแต่ว่าเขาจะหาช่องทางไหนในการพูดเท่านั้นเอง ซึ่งผมว่าศิลปะดีตรงที่มันเป็นเครื่องมือที่ไม่มีความรุนแรง ไม่ทำร้ายใคร อย่างน้อยก็เป็นเชิงสร้างสรรค์ แล้วยิ่งบ้านเมืองมีปัญหา ยิ่งทำให้ศิลปินมี Subject ในการทำงานด้วยซ้ำไป 

คุยกับ ‘Alex Face’ ในวันที่มีทั้งความหวังและการเปลี่ยนเเปลง
วิถีของศิลปินสตรีทอาร์ตที่โตมารุ่นเดียวกันกับคุณ ทุกวันนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง

ก็ยังไม่มีใครเลิกนะ เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นศิลปินเพราะมันคืออาชีพการงาน เราวาดรูปเพราะเราอยากวาด เพราะรู้ว่าสึกว่ามันต้องวาด ถ้าวันไหนหยุดวาดแล้วมันจะรู้สึกไม่ดี แต่การเป็นศิลปินก็ไม่ได้ง่ายหรอก มันต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองพอสมควร ไม่แค่เฉพาะบ้านเรา ต่างประเทศเขาก็เป็น เพื่อนผมหลายคนกลางวันทำงานประจำ เลิกงานมาดึกๆ ถึงจะได้นั่งวาดรูป บางคนทำงานวางท่อประปาก็มี ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ต้องเเลกมา

ศิลปินที่โตมาด้วยกัน หลายคนก็ยังทำงานอยู่ อาจเป็นเพราะว่ายุคนี้เป็นยุคที่มีโปรเจ็กต์หลายอย่างให้ศิลปินยังทำงาน แต่ศิลปินบางคนก็ไม่ได้ทำเพราะโปรเจ็กต์หรืออะไรหรอก เขาทำเพราะตัวเขาอยากทำ เพราะเขามีเรื่องที่อยากพูด

ส่วนตัวผมก็เป็นแบบนั้นแหละ ตั้งแต่เมื่อก่อนที่ทำงานประจำหาเงินเลี้ยงชีพอะไรไป รูปก็วาดไปด้วย มันจำเป็นที่คนเราต้องทำในสิ่งที่อยากทำเพื่อซับพอร์ตสิ่งที่รู้สึกข้างในจริงๆ แล้วผมก็คงจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าคนมันชอบจริงๆ มันจะไม่เลิกหรอก เหมือนกินข้าวทุกวัน เราก็เลิกกินข้าวไม่ได้เปล่าวะ (หัวเราะ) 

คุณทำอนุเสารีย์แห่งความหวังชิ้นนี้ขึ้นมา เพราะคุณเองก็รู้สึกว่ายังมีหวังกับสิ่งต่างๆ อย่างนั้นหรือเปล่า

อนุเสาวรีย์ตามปกติแล้วจะเป็นรูปคนยืนด้วยท่าทางสง่างาม แต่อนุเสาวรีย์ของผมกลับเป็นรูปเด็กกำลังนั่งรออะไรบางอย่างบนแท่นด้วยความหวังแทน

ผมใช้ภาพเด็กในงานเพ้นติ้งด้วยเหมือนกัน เพื่อเปรียบเปรยถึงคนรุ่นใหม่ซึ่งเหมือนดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน ไม่ว่าจะวัยรุ่นยุคไหนที่ผ่านมาเขาก็มีความฝัน มีความหวังกันทั้งนั้น แล้วผีเสื้อในภาพก็ช่วยทำหน้าที่นำเมล็ดพันธุ์ไปกระจายตามที่ต่างๆ แต่เคยดูสารคดีใช่มั้ยว่า กว่าผีเสื้อจะเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง มันต้องใข้เวลาหลายเจเนอเรชั่น หลายชั่วอายุมาก กว่าจะบินไปถึงดินแดนใหม่ เปรียบเปรยถึงสังคมบ้านเมืองเราที่อาจต้องใข้เวลาหลายเจเนอเรชั่นหน่อย กว่าเราจะข้ามผ่านบางสิ่งไปได้

ผมรู้สึกว่าสถานการณ์บ้านเมืองเรากำลังรอคอยอะไรบางอย่างมานานแล้ว รอการเปลี่ยนผ่าน รอสังคมที่ดีขึ้น ‘ด้วยความหวัง’ ถ้าเราไม่มีความหวังเราคงไม่รอ…ใช่มั้ย

คุยกับ ‘Alex Face’ ในวันที่มีทั้งความหวังและการเปลี่ยนเเปลง
คุยกับ ‘Alex Face’ ในวันที่มีทั้งความหวังและการเปลี่ยนเเปลง
นิทรรศการแสดงเดี่ยว MONUMENT OF HOPE โดย Alex Face (อเล็ก เฟส) 

จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ – วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2563 

ที่ บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี่ (Bangkok City City Gallery) ซอยสาทร 1 (MRT ลุมพินี)

ตั้งแต่เวลา : 13:00 – 19:00 น.

Facebook แกลเลอรี่ : Bangkok City City Gallery
Facebook ศิลปิน : Alex Face

*นิทรรศการไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม 

Shares