Skip links

‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ

เราเชื่อว่าโลกหลังการมาเยือนของไวรัสโคโรน่าจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สิ่งหนึ่งคือมันย้ำเตือนว่ามนุษย์ตัวเล็กกว่าธรรมชาติมากแค่ไหน ย้ำเตือนว่ามนุษย์ไม่ควรประมาทต่อธรรมชาติ เพื่อบอกเราว่าควรจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรในยุค Post Pandemic กับสภาวะอันไม่แน่นอนหลังจากนี้

แต่ถ้าหากวันหนึ่งเราโดนธรรมชาติเล่นงานมากกว่านี้ล่ะ? มันอาจไม่ได้มีแค่ไวรัสที่คร่าชีวิตมนุษย์ ไม่ได้มีแค่โรคซาส์ (SARS) ไม่ได้มีแค่โรคระบาดจากสัตว์อย่างแอนแทรกซ์ (Anthrax) ที่ทำให้เราบริโภคเนื้อไม่ได้ ผลผลิตน้อยลง แต่ยังลามไปถึงพืชผักที่เพาะปลูกไม่ได้ จากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ปลา สัตว์ทะเลอื่นๆ มีพลาสติกตกค้างในตัวพวกมันเกินกว่าจะเป็นอาหารของมนุษย์อีกต่อไป แล้วในอนาคต พวกเราจะอยู่อย่างไร และกินอะไรกัน? 

สภาวะที่จะส่งผลกับเราในไม่ช้าก็เร็วนี้ ผลักดันให้คนกลุ่มหนึ่งไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย พวกเขาสร้าง ‘Safe Shelter’ เตรียมพร้อมไว้แล้ว เผื่อสำหรับวันข้างหน้า

*บทความนี้มีภาพของแมลง*
‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ

ไม่ใช่ชั้นใต้ดินลึกลับที่ไหน แต่เป็นห้องสีขาวขนาดไม่ใหญ่นักในกรุงเทพฯ ที่ๆ พวกเขาใช้เป็นฐานปฏิบัติการของ ‘Vertical Insect House’ หรือที่เพาะเลี้ยงแมลงแบบแนวตั้งเพื่อเก็บข้อมูล ชื่อว่า Exofood Thailand โดย บูม – อธิวัชร พงษ์ศรัทธาสิน ร่วมกับ ตั้ก – ชลธิชา สุจิตตารมย์ สองผู้ก่อตั้ง (Founder) พี – พริษฐ์ นิรุตติศาสน์ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ (Operation Director) และ ลุงรีย์ – ชารีย์ บุญญวินิจ เกษตรกรเจ้าของฟาร์มกลางกรุง Uncleree Farm  เป็นที่ปรึกษา

ใช่แล้ว…  แมลงพวกนี้กำลังจะกลายมาเป็นความหวัง ของสัตว์และมนุษย์อย่างเราในอนาคตอันใกล้!

‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ
– 01 –

Fantastic Beasts : สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ 

ห้องแล็บที่ดูภายนอกเหมือนหลุดมาจากหนังอวกาศ คือการจำลองป่าเขตร้อนขนาดย่อม ถิ่นที่อยู่ของสัตว์มากมายหลากหลายชนิด ทั้งเลี้ยงลูกด้วยนม (Mammals) สัตว์เลื้อยคลาน (Reptiles) สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (Amphibian) สัตว์ปีก (Poultry) สัตว์น้ำ (Aquatic) ทั้งสัตว์มีพิษและไม่มีพิษ ทุกชีวิตถูกจัดเรียงอยู่ในรูปแบบคอนโดฯ แนวตั้ง บล๊อคใครบล๊อคมัน ภายใต้อุณหภูมิ 27 – 30 องศาเซลเซียส ใกล้เคียงกับถิ่นที่มันจากมา เป็นอุณภูมิอุ่นกำลังดีสำหรับทุกตัว บางตัวต้องการแสงยูวี ก็ต้องมีการติดตั้งแสงเทียมที่สามารถสร้าง UVA และ UVB ทดแทนการนำไปตากแดด

“เจ้าตัวนี้ชอบกินน้ำที่หยดจากใบไม้เท่านั้นด้วย” บูม – อธิวัชร ชี้ให้เราดูเจ้ากิ้งก่าคาเมเลี่ยน (Chameleon) ที่เพิ่งเอากลับเข้ามาในห้อง หลังเอาออกไปนั่งตากลมข้างนอก 

“ทุกตัวต้องการการดูแลที่ไม่เหมือนกันเลย แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีสตาฟจำนวนมากๆ ไว้ดูเเล เราเลยเลือกจะแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยี เข้ามาช่วยชี้วัดและควบคุมความร้อน ความชื้น และปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้พวกมันอยู่ด้วยกันในนี้ได้” 

“สัตว์ที่เห็นทั้งหมดนี้ มีทั้งที่เป็นสัตว์ในไทย และเป็นสัตว์สวยงามนำเข้าชนิดที่ถูกต้อง การนำสัตว์ต่างถิ่นที่อยู่มา อาจต้องมีการค่อยๆ ปรับตัวโดยสร้างปัจจัยต่างๆ ให้เหมาะสม สิ่งที่คนทั่วไปอาจไม่รู้ว่าคนไทยเก่งในการเพาะพันธุ์สัตว์เอ็กโซติก (Exotic Pets) ได้หลากหลายมาก” 

‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ

สัตว์เอ็กโซติก หรือบางคนเรียกว่า ‘สัตว์เลี้ยงพิเศษ’ คือสัตว์ที่นอกเหนือจากสุนัขหรือแมว นั่นก็คือสัตว์ทั้งหมดที่อยู่ภายในห้องสีขาวนี้ จากการอยู่บ้านมากขึ้นในช่วงไวรัสระบาดที่ผ่านมา นอกจากเลี้ยงต้นไม้ คนที่เลี้ยงสัตว์เอ็กโซติกก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศไทยเช่นกัน

“คนไทยเลี้ยงเก่ง ผสมพันธุ์ได้สีออกมาสวย ส่งออกสัตว์เอ็กโซติกมากและเอื้อให้สะดวกอันดับต้นๆ ของโลก เพราะประเทศเรามีภูมิอากาศและภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์พวกนี้ บ้านเราอาจเพิ่งเข้าสู่ New Normal แต่ที่ต่างประเทศ เขามีวิถีชีวิตแบบนี้กันมาตั้งนานแล้ว อาจเพราะต้องรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ยิ่งมนุษย์อยู่ในพื้นที่แคบลง ยิ่งทำให้ทางเลือกของการเลี้ยงสัตว์มีมากขึ้น ไม่ใช่แค่สุนัขหรือแมว” นั่นเป็นที่มาว่าทำไมถึงมีสัตว์หลากหลายสายพันธุ์มารวมกันอยู่ที่นี่

“เรามั่นใจ เจ้าตัวนี้การันตีได้ว่าจะไม่กลายพันธุ์เป็นเอเลียน สปีชีส์ (Alien Species) เพราะมันไม่มีการแพร่พันธุ์ข้ามสายพันธุ์” เขาหยิบกล่องๆ หนึ่งขึ้นมา เมื่อเปิดฝา สิ่งมีชีวิตปีกแข็งสีดำข้างในนั้นก็เหมือนจะตื่นจากการหลับใหลทันที

‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ
– 02 –

Into The Wild : สู่ป่าเขตร้อน

คำตอบของมวลมนุษยชาติที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่สัตว์สายเอ็กโซติกพวกนั้น หากแต่เป็นสิ่งมีชีวิตในบล๊อคสูงจรดเพดาน เต็มไปด้วยแมลงสาบป่าสายพันธุ์อเมริกาใต้ชื่อ ‘ดูเบีย’ (Blaptica Dubia) แมลงปีกแข็งที่มีทั้งสีดำและสีน้ำตาล ถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติของมันคือตามซากใบไม้ ตามพื้นดินในป่า ชอบที่มืด ออกหากินตอนกลางคืนเหมือนกัน แต่ดูเบียชอบกินผลไม้ที่ตกลงมาจากต้นมากกว่า กินพืชเป็นหลัก ทำให้มันสะอาด ไม่มีกลิ่น นิสัยเป็นมิตร ไม่ดุร้าย มีความเป็นออร์แกนิค (Organic) ในตัวเอง ไม่เหมือนแมลงสาบบ้านที่คนส่วนใหญ่รู้จัก และมักจะไม่ปลื้มมันเท่าไรนัก ด้วยกลิ่นสาบอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน พฤติกรรมกินของเน่าเสีย อาศัยอยู่ตามท่อ 

“เนื่องจากภูมิประเทศบ้านเราเป็นเขตร้อน (Tropical Zone) จะสังเกตได้ว่าทำไมถึงมีแมลงเยอะ หนอนเยอะ เพราะเรามีภูมิอากาศที่เหมาะกับการเติบโตของเเมลง จะสังเกตว่าทำไมในต่างประเทศเขาสามารถตั้งโชว์อาหารสวยๆ ในร้านได้โดยไม่ต้องติดแอร์ ไม่มีแมลงมายุ่ง ผิดกับบ้านเราที่แค่ในตลาดสด เมื่อมีของเน่าเสีย หรือเศษขยะจากอาหาร ก็ตามมาด้วยปัญหาแมลงรบกวนเต็มไปหมด ทั้งขยะล้นเมือง Food Waste ต่างๆ จากครัวเรือน ร้านอาหาร คาเฟ่ ที่เกิดขึ้นทุกวัน และดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราจึงมานั่งคิดกันว่า งั้นทำไมเราไม่สร้างธุรกิจจากวิกฤติเหล่านี้ซะเลยล่ะ” ลุงรีย์ – ชารีย์ เกษตรกรหนุ่มที่บางคนเรียก ‘มนุษย์ไส้เดือน’ เพราะเขามองเห็นประโยชน์ของไส้เดือน และเพาะเลี้ยงไส้เดือนเพื่อย่อยสลายขยะในภาคการเกษตรและเข้าถึงระดับครัวเรือน ไม่แปลกใจว่าทำไมเขาถึงสนใจเจ้าแมลงจากป่าเขตร้อนตัวนี้มากเป็นพิเศษ 

‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ

ถึงแม้ในบ้านเราอาจฟังดูเป็นเรื่องใหม่ แต่ในประเทศจีน มีธุรกิจใหม่เกิดขึ้นโดยนำแมลงสาบสายพันธุ์อื่นมาแก้ปัญหาเรื่องขยะจากอาหารโดยเฉพาะมาตั้งนานแล้ว จนทำให้เกิดฟาร์มเลี้ยงแมลงสาบหลายแห่งทั่วประเทศ มีรายงานว่าแมลงสาบ 3 ล้านตัว สามารถกำจัดขยะได้ถึงวันละ 100 – 1,000 ตัน นั่นแปลว่ามันเป็นเครื่องมือที่สามารถย่อยสลาย Food Waste ได้อย่างมหัศจรรย์!

“แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Food Waste ที่เราต้องการให้พวกมันย่อยสลาย ไม่ใช่ขยะหรือเศษอาหารที่ไหนก็ได้ Food Waste สำหรับเราในที่นี้หมายถึง ผักและผลไม้ช้ำ ไม่สวย ตกเกรด ไม่สามารถส่งขายห้างฯ ได้ และมีปริมาณมากเกินกว่าจะแปรรูป ทั้งหมดนี้ไม่รู้เป็นปริมาณกี่ล้านตันต่อปี เรามองหาของที่ยังไม่เสียเหล่านั้น ของที่ยังเป็นของดีอยู่ ยิ่งถ้าเล็งไปที่ของดีอย่างพวกอะโวคาโด อินทผาลัม ผักเคล (Kale) พวกนี้เป็นซูเปอร์ฟู้ด (Super Food) ทั้งหมด”

“แล้วถ้าเราให้อาหารมันอย่างถูกต้อง วิตามินและเเร่ธาตุต่างๆ จะเข้าไปอยู่ในตัวมันได้เป็นจำนวนมาก ถ้าเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์กับเนื้อหมู ดูเบีย 1 ตัว มีโปรตีนและคุณค่าทางอาหารสูงกว่ามาก เรียกว่ามันเป็นซูปเปอร์ฟู้ดส์ในตัวเอง เป็นอาหารของสัตว์ตามธรรมชาติและสัตว์เลี้ยงที่มีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากมันสามารถ Gut load สารอาหารได้ดีกว่าเเมลงชนิดอื่นๆ (กัต โหลด – การที่แมลงกักเก็บสารอาหาร วิตามิน หรือแร่ธาตุต่างๆ ไว้ในตัวเอง เพื่อทรานส์ฟอร์มสารอาหารเหล่านั้นไปสู่สัตว์อื่นๆ ที่กินมันเป็นอาหาร)”  พี – พริษฐ์ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการห้องทดลองแห่งนี้กล่าว 

‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ
‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ

ในต่างประเทศมีงานวิจัยออกมามากมายเกี่ยวกับดูเบีย แต่พวกเขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่อ้างอิงงานวิจัยจากต่างประเทศเท่านั้น ทีม ‘Exofood’ จึงร่วมมือกับนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงนักโภชนาการ เพราะพวกเขาอยากเป็นต้นแบบสถานปฏิบัติการที่วิจัยและพัฒนาทรัพยากรเหล่านี้ด้วยตัวเอง

“สเต็ปแรก เราอยากให้ดูเบียเป็นจุดเริ่มต้น ตามด้วยแมลงอื่นๆ ที่จะนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์เอ็กโซติก ที่จะบริโภคแมลงพวกนี้เป็นอาหารตามธรรมชาติอยู่แล้ว ตั้งแต่การให้อาหารเป็นตัว จนถึงไกลกว่านั้นอย่างการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ในรูปแบบอื่นๆ ได้ ข้อดีแน่ๆ เลยคือ วิธีนี้จะเป็นการช่วยคนต้นน้ำที่อยู่ในธุรกิจเกษตรและธุรกิจอาหารด้วย หาก Food Waste ที่ไม่มีค่าแล้ว แปรไปเป็นมูลค่าให้กับเขาได้” 

“นอกจากจะเป็นอาหารสัตว์ เรามองไปไกลกว่านั้นว่ามันสามารถเป็นอาหารของมนุษย์ในอนาคตดอันใกล้นี้ได้ นั่นคือเป้าหมายที่เราอยากจะไปถึง” 

‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ
– 03 –

Dear Human of the Future : แด่เจ้าพวกมนุดดด!

เรามองดูตัวอ่อนจิ๋วของแมลงดูเบียจำนวนนับไม่ถ้วนภายในกล่อง เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าพวกมันกำลังจะกลายเป็นอาหารหลักของสัตว์และมนุษย์อย่างเราในโลกอนาคต 

แต่ที่ต่างประเทศโดยเฉพาะในยุโรป ต่างก็ตื่นตัวเรื่องนี้กันมาสักพักแล้ว เพราะจากการทำปศุศัตว์ที่เป็นตัวเร่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาลในแต่ละปี นั่นยังไม่รวมกิจกรรมทางการเกษตรที่ทำลายผืนป่า ทำลายหน้าดิน การใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเกินอัตราควบคุม ท่ีสุดท้ายส่งผลไปยังสัตว์น้อยใหญ่กระทั่งสัตว์น้ำในมหาสมุทร บวกกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากผลของสภาวะโลกร้อน ยิ่งทำให้การทำปศุสัตว์เเละการทำเกษตรทำได้ยากขึ้น ไม่สามารถทำได้ตลอดทั้งปี 

แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่มนุษย์จะพึ่งพาโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียว ‘เมื่อสิ่งแวดล้อมกับเรื่องปากท้องคือเรื่องเดียวกัน’ และวิกฤติทางอาหารกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ประเทศที่ ‘ตื่นรู้’ แล้ว จึงส่งเสริมให้ประชาการของเขาหันมาบริโภคแมลงเป็นอาหาร 

พี – พริษฐ์ บอกกับเราว่า “เพราะการเพาะเลี้ยงเเมลงใช้พื้นที่น้อยกว่าการเลี้ยงหมูหรือวัวมาก อย่างในประเทศอย่างออสเตรเลีย มีการผลักดันกฎหมายให้การบริโภคแมลงและการผลิตแมลงสู่ตลาดอาหารทำได้อย่างมีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อสร้างความคุ้นชิ้นและความมั่นใจให้กับคน ก่อนที่ต่อไปจะเป็นนวัตกรรมการแปรรูปให้แมลงกลายเป็นแป้ง เป็นโปรตีนผง ซึ่งมนุษย์ธรรมดาๆ อย่างเราสามารถกินได้โดยไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าตาของมันเลยก็ได้”

“เราไม่ได้หมายความว่าต้องให้มนุษย์กินเป็นตัวๆ นะ เพราะเราเข้าใจว่าการจะเปลี่ยนทัศนคติของคนที่มีต่อแมลงใดๆ ก็ตาม เป็นเรื่องยากมาก นี่แหละเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องทำที่นี่ให้เป็นลักษณห้องแล็บ มีมาตรฐาน สะอาด ได้รับการรับรอง มีทีมนักวิทยาศาสตร์ มีสัตว์แพทย์ เข้ามาให้ความเห็นเรื่องต่างๆ เพื่อจะได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้คนค่อยๆ ปรับมุมมองที่มีต่อแมลง ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่เราทำ โดยที่เราไม่ได้คาดหวังว่าคนต้องเปลี่ยนความคิด 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในอนาคต หากมีเหตุการณ์ภัยพิบัติใดๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ภัยธรรมชาติ หรือว่าวิกฤติทางอาหาร วันนั้นเราจะพร้อมแล้ว” 

‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ
‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ

“เมื่อจับมามิกซ์กับวิทยาศาสตร์ วันหนึ่งมันจะกลายเป็นอาหารสำหรับคนที่ขี้เกียจบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อให้ได้โปรตีน แต่อาจจะเหลือแค่กินแคร็กเกอร์ 1 แผ่น หรือโปรตีนบาร์ 1 แท่ง ก็เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการแล้ว วันนั้นเราอาจต้องเปลี่ยนความคิดไปโฟกัสที่คุณค่าทางโภชนาของสิ่งที่กินเข้าไป มากกว่าโฟกัสที่หน้าตาหรือรสชาติของอาหารก็ได้ เป็นการกินจาก ‘ความจำเป็น’ ก่อน จากนั้นค่อยร่วมมือกับเชฟ เน็ตเวิร์ก (Chef Network) เข้ามาสร้างความศิวิไลซ์ ให้แมลงเหล่านี้กลายเป็นอาหารที่สวยงาม อร่อย น่ากิน และหลากหลาย”  

สิ่งที่เราควรกังวลมากกว่าการกินแมลงก็คือ เมื่อถึงวันนั้น พวกมันจะมีปริมาณมากเพียงพอต่อประชากรและสัตว์ทั่วโลกหรือเปล่าต่างหาก

“ว่ากันตามตรง แค่ให้สัตว์ในประเทศกิน สัตว์ในต่างประเทศกิน ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะเหลือถึงคน มันมีรายงานออกมาเลยว่าสัตว์ตัวหนึ่งต้องบริโภคแมลงพวกนี้กี่ตัวต่อวัน นั่นแปลว่าในอนาคต ต้องผลิตจำนวนมหาศาลเท่าไร เพื่อให้เพียงพอต่อประชากรสัตว์และมนุษย์ทั่วโลก” 

สำหรับคนไทย การกินแมลงไม่น่าจะเป็นเรื่องใหม่หรือตื่นเต้นอะไร เรากินแมลงเป็นอาหารสตรีทฟู้ดส์กันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนอนรถด่วน หรือตั๊กแตนทอด ก่อนหน้าที่จะมาเจอกับดูเบีย เราเองก็เคยสงสัยว่าแมลงพวกนั้นไม่สามารถทดแทนคุณค่าทางอาหารได้หรือ หากโลกเกิดวิกฤติ 

“ต้องถามกลับว่า แล้วแมลงพวกนั้นกินอะไรเป็นอาหาร เลี้ยงมายังไง เลี้ยงที่ไหน ทำไมบางคนกินแล้วแพ้” ลุงรีย์ – ชารีย์ กล่าว 

“เรากินแมลงเอาบันเทิง ผมกำลังหมายถึงรูปแบบรถเข็นต่างๆ ที่กำลังเป็นที่นิยม เป็นความแปลกสำหรับฝรั่งบางชาติ เป็นความลูกทุ่งสำหรับคนพื้นเมือง เรากินโดยไม่ได้ถาม การตรวจสอบย้อนกลับ ถามหาสิ่งที่มาการันตีความปลอดภัย ถามหาที่มาที่ไป มันจึงน่าตั้งคำถามว่าทำไมเรามีโรงปลูกผักแบบคลีนอยู่ทั่วประเทศ แต่เรายังไม่ค่อยเห็นโรงเลี้ยงแมลงแบบคลีนบ้าง ผมเชื่อว่าถ้าฟาร์มไหนตอบคำถามได้ ชูโรงเอาเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาอธิบายอย่างมีแบบแผน ก็จะข้ามไปยืนอยู่ในระดับนานาชาติ และมีรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เกิดขึ้น นอกเหนือจากรูปแบบการกินแมลงสไตล์สตรีทฟู้ดส์ที่พบเห็นอยู่ทั่วไป หรืออาจยังเป็นสตรีทฟู้ดส์ แต่นิยมยิ่งขึ้นจนเป็นของดีบ้านเรา กระทั่งผันสู่รูปแบบการกินปกติก็ไม่แน่”

“เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงพยายามทำทุกอย่างที่นี่ให้เป็นห้องแล็บ มีการจดบันทึก มีระบบการจัดการ มีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้มาตรฐานของเราเอง อีกอย่างถ้าคิดในแง่ธุรกิจ เราอาจจะเป็นแฟล็กชิป (Flagship) ให้กับคนที่สนใจเหมือนกันก็ได้ กว่าไส้เดือนจะเป็นที่ยอมรับ ต้องใช้เวลาเกือบ 8 ปี ดูเบียเองก็คงต้องใช้เวลาพอสมควร กว่าจะทำให้คนเปิดรับ” 

‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ
– 04 –

Brave New World : โลกใหม่

อะไรบางอย่างแทะขาเราเบาๆ เมื่อก้มลงมอง มันคือเมียร์แคท (Meerkat) ตัวจิ๋ว ยืนสองขาทำตาแป๋วทักทายเราอยู่ 

เจ้าเมียร์แคทตัวนี้เป็นอีกหนึ่งสัตว์เลี้ยงพิเศษ ของบรรดาสัตว์ทั้งหมดภายในฐานปฏิบัติการ ‘Exofood’ แห่งนี้เท่านั้นที่จะเป็นผู้เข้าร่วมและจดบันทึก ไม่ใช่แค่ดูเบีย แต่ยังมีแมลงอีกมากมายที่กำลังจะเข้ามาอยู่ที่นี่ 

“สัตว์และแมลงพวกนี้คือเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะมาย่อยสลาย มาจัดการปัญหา มาแปรสภาพอาหาร ถ่ายทอดคุณค่าทางโภชนาการต่างๆ สู่กันและกันด้วยเครื่องมือตามธรรมชาติของพวกมันเอง มันเป็นวิธีที่เขาจะดูแลกันเองตามกลไกธรรมชาติแหละครับ เราไม่มีวันชนะฝรั่งเรื่องเทคโนโลยี เขาเป็นคนผลิต คนขาย เราเป็นซื้อ ไม่มีวันได้ของใหม่ล่าสุดอยู่แล้ว แต่ถ้าเราลองเอาภูมิปัญญาที่เรามีมาขยายความให้ละเอียดมากขึ้น ดีมากขึ้น โดยที่ไม่สร้างมลพิษ (Pollution)ให้กับโลกเพิ่ม เราจะชนะฝรั่งเขาได้ด้วยวิธีนี้ มันเหมือนเป็นการหาโซลูชั่น (Solution) จากสิ่งที่เรามี” ลุงรีย์ – ชารีย์ กล่าว

“แต่มันไม่ใช่ว่าเอาสัตว์อะไรก็ได้มาไว้ที่นี่ เราต้องศึกษาอย่างลึกซึ้งก่อนทั้งหมดว่าแต่ละสายพันธุ์ต้องอยู่แบบไหนถึงจะมีความสุขที่สุด ไม่ใช่ว่าทำฟาร์มดูเบียจะฟีดได้แต่ดูเบีย เราต้องรู้ว่าแต่ละตัวต้องการดูเบียเท่าไร ต้องเพิ่มสารอาหารอื่นๆ อีกเท่าไร เป็นเหตุผลว่าทำไมที่นี่ถึงไม่ได้มีแค่แมลงดูเบียชนิดเดียว” ตั๊ก – ชลธิชา ผู้ร่วมก่อตั้ง Exofood เจ้าของเมียร์แคทตัวจิ๋วเมื่อสักครู่ เธอคือคนหนึ่งที่รักการเลี้ยงสัตว์เอ็กโซติกเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว จึงเข้าใจสิ่งมีชีวิตพวกนี้ดี

‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ
‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ

“คนเลี้ยงสัตว์เอ็กโซติกจะรู้ดีว่าต้องพาพวกมันไปถ่ายพยาธิทุก 3 – 6 เดือน เพราะเราแทบไม่รู้ที่มาที่ไปของอาหารที่เราให้มันกินเลยด้วยซ้ำ อย่างหนอน หรือจิ้งหรีด อาหารตามปกติของมัน สะอาดแค่ไหนเราไม่มีทางรู้ สิ่งที่ปลอมปนมากับอาหารทำให้สัตว์ไม่สบาย สัตว์เอ็กโซติกมีค่ารักษาที่สูงกว่าสัตว์เลี้ยงทั่วไป แถมยังต้องเป็นโรงพยาบาลและแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น”

“เราจึงอยากให้ที่นี่เป็นคอมมิวนิตี้ (Community) แลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งก็อาจต้องมีกฎระเบียบในการสกรีนคนที่จะเข้ามาเหมือนกัน เพราะสัตว์พวกนี้สามารถติดโรคจากคนได้ โดยมีคนเป็นพาหะนำเข้ามา กบบางตัว ผิวบอบบางมากเป็นพิเศษ แค่คนมาจับโดยไม่ได้ล้างมือก็อาจจะทำให้มันผิวเสียหรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อ สัตว์บางตัวติดโรคแล้วทำให้มันตายได้ทันที บางตัวต้องรักษากันตลอดชีวิต ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ขาดความรู้ในการเลี้ยงสัตว์ ทำให้สัตว์ป่วย ที่นี่จึงเป็นการเริ่มตั้งแต่เรื่องอาหาร จนถึงเทคโนโลยีที่เอามาสนับสนุน เพื่อที่ว่าต่อไปเมื่อแมลงเหล่านี้ปลอดภัยพอสำหรับสัตว์ มันก็จะปลอดภัยพอสำหรับมนุษย์” 

สิ่งที่พวกเขากำลังทำ ทำให้เข้าใจว่าไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่ต้องการความมั่นคงทางอาหาร สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็เช่นกัน บางทีแมลงอาจจะเป็นความหวังสำหรับพวกเราในโลกใหม่ที่กำลังจะมาถึง  

หากวันนั้นยังมีมนุษย์อยู่… 

‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ
‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ
‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ
‘Exofood Thailand’ กลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องการเลี้ยงแมลงในเมือง ที่อาจเป็นทั้งอาหารและความหวังของมนุษย์ หากพรุ่งนี้มีภัยพิบัติ

Exofood Thailand

โทร. 092 – 464 – 5947

Website : www.exofoodthailand.com
Facebook : https://www.facebook.com/exofoodthailand/

Shares