Skip links

Recap | ‘Portrait of Songkhla’ นิทรรศภาพถ่ายที่เช็คว่า สงขลาเวลานี้ยังสบายดีอยู่

Portrait of Songkhla

คือนิทรรศการที่ถ่ายทอดเรื่องราวของชาวเมืองเก่าสงขลาผ่านภาพถ่ายในแง่มุมต่างๆ ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองเก่าจังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา 

นิทรรศการนี้ตั้งใจจะบอกเล่าความเป็นสงขลาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของเมืองศูนย์กลางวัฒนธรรมหลากหลาย ทั้งจีน พุทธ มุสลิม ผ่านภาพถ่ายผู้คน สถาปัตยกรรม อาคารบ้านช่อง ร้านรวง กิจการในชุมชนที่สะท้อนความรุ่งเรืองของสงขลาในอดีต แม้ว่าปัจจุบันอาจไม่ได้ดำเนินกิจการแล้ว ไปจนถึงอาหารท้องถิ่นที่หากินที่ไหนไม่ได้ และยังได้ทำความรู้จักสงขลาผ่านสายตาของคนเจนฯ ใหม่ทั้งที่เป็นคนสงขลาและคนจากถิ่นอื่นที่เข้ามาปลุกพร้อมขับเคลื่อนเมืองเก่าให้มีชีวิตชีวาเช่นทุกวันนี้ 

แม้ว่านิทรรศการกำลังจะจบลง แต่ดูเหมือน Portrait of Songkhla จะทำให้ทุกชีวิตในสงขลาได้กลับมาเชื่อมโยงกันมากกว่าครั้งไหนๆ

Recap | 'Portrait of Songkhla' นิทรรศภาพถ่ายที่เช็คว่า สงขลาเวลานี้ยังสบายดีอยู่

หัวเรือใหญ่ของนิทรรศการ เอ๋ – ปกรณ์ รุจิระวิไล ผู้ก่อตั้งแกลเลอรี่ a.e.y.space พื้นที่ศิลปะที่จัดกิจกรรมเชิงพัฒนาชุมชนเมืองเก่าจังหวัดสงขลาตลอด 8 ปี ที่ผ่านมา โดยไม่เเสวงผลกำไร ในฐานะคนที่เกิด เติบโต และเห็นความเป็นไปในสงขลา เขาเชื่อว่าศิลปะน่าจะนำพาอะไรดีๆ มาสู่เมืองแห่งนี้ได้

ปกรณ์ รุจิระวิไล เล่าว่าไอเดียของ Portrait of Songkhla เกิดขึ้นจากการที่เขาเคยไปดูงาน Portrait of Charoenkrung ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจัดขึ้นในเทศกาล Bangkok Design Week 2020 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา รู้สึกชอบมาก และมีความคิดว่างานแบบนี้ก็จัดขึ้นในสเกลเล็กๆ ที่สงขลาบ้านเกิดได้เหมือนกัน 

หลังจากนั้นเขาก็ได้รับการติดต่อจาก CEA หรือ Creative Economy Agency – สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) จากกรุงเทพฯ ว่าทางองค์การกำลังจะมาตั้งสำนักงานที่จังหวัดสงขลาในอีก 2 ปี ข้างหน้า จึงอยากลองจัดกิจกรรมร่วมกับคนท้องถิ่นดูก่อน เพื่อจะได้แนะนำตัวและปูทางให้คนรู้จักพวกเขามากขึ้น 

“ตอนแรกผมเองก็ตกใจเหมือนกัน เพราะยังไม่เคยทำงานในสเกลใหญ่แบบนี้มาก่อน แต่พอได้รับการติดต่อมา มันรู้สึกเหมือนฝันที่เป็นจริงเลยนะ ด้วยความที่ผมค่อนข้างคุ้นเคยกับพื้นที่อยู่แล้ว จึงคิดว่าการคุยกับคนในพื้นที่ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ช่วงที่โปรเจ็กต์นี้เริ่มลงมือทำจริงๆ เป็นช่วงหลังโควิดพอดี ขั้นตอนทุกอย่างเลยไม่ง่าย เพราะเราต้องคุยงานกันแบบออนไลน์ตลอดกับทางทีม CEA ที่กรุงเทพฯ ซึ่งอยากให้เราทำงานคู่กับ โรงเรียนสังเคราะห์เเสง ทีมช่างภาพที่ถ่ายภาพนิทรรศการ Portrait of Charoenkrung เขาจึงส่งทีมโรงเรียนสังเคราะห์เเสงมาลงพื้นที่ที่สงขลาด้วยตัวเอง มาดูว่าจะทำงานกับมันยังไง”

นั่นอาจเรียกว่าเป็นจุดเร่มต้นของโปรเจ็กต์นี้อย่างจริงจัง 

Recap | 'Portrait of Songkhla' นิทรรศภาพถ่ายที่เช็คว่า สงขลาเวลานี้ยังสบายดีอยู่

Portrait of Songkhla ต่างกับเมื่อครั้งงาน Portrait of Charoenkrung ที่กรุงเทพฯ อย่างไร 

ครั้งนั้นช่างภาพจากทีมโรงเรียนสังเคราะห์แสงเป็นคนถ่ายภาพพอร์เทรตครอบครัวชาวเจริญกรุงด้วยตัวเองทั้งหมด แต่สำหรับ Portrait of Songkhla เราต้องการที่จะสนับสนุนคนในท้องถิ่นให้ได้มากที่สุด จึงติดต่อช่างภาพฝีมือดีชื่อว่ากลุ่ม แลนด์บ้าง ไลฟ์บ้าง พิกัดสงขลา ในพื้นที่มาทำงานนี้ด้วยกัน 

เริ่มจากการสร้างเครือข่ายของช่างภาพและนักรีเสิร์ชท้องถิ่นขึ้นมา โดยที่ทาง CEA กรุงเทพฯ ก็ส่งทีมโรงเรียนสังเคราะห์แสงมาร่วมเวิร์กช็อปกับช่างภาพท้องถิ่นด้วย เพราะปกติแล้วช่างภาพท้องถิ่นสงขลา นอกจากงานถ่ายรูปรับปริญญา ก็แทบจะไม่ค่อยได้งานพอร์เทรตแนวนี้สักเท่าไร จึงเหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ให้กับช่างภาพในท้องถิ่นไปในตัว 

คุณมองเห็นอะไรในตัวผู้คนที่ถูกคัดเลือกให้มาเป็น Face of Songkhla เหล่านั้น

ภาพถ่ายผู้คนจากหมวดหมู่ต่างๆ ทั้งภาพบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในพื้นที่ ภาพผู้หญิงแห่งสงขลา ไปจนถึงครอบครัวกว่า 76 ครอบครัว จะถูกคัดเลือกด้วยแง่มุมต่างๆ มาเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวจากอดีต ปัจจุบัน ถึงอนาคตของสงขลา การคัดเลือกจะดูที่เรื่องราวความเป็นมาของคนๆ นั้น หรือครอบครัวนั้นเป็นหลัก แม้ว่าปัจจุบันอาจไม่ได้มีกิจการอะไรแล้ว แต่ถ้าเรื่องราวในอดีตของเขาน่านำมาเล่า หรือมีอะไรบางอย่างที่เป็นรากของสงขลาจริงๆ เราก็เลือกที่จะนำมาพอร์เทรต

การถ่ายภาพจะเกิดขึ้นหลังจากเราทำรีเสิร์ชแล้ว เพื่อให้ช่างภาพได้รู้เรื่องราวความเป็นมาของครอบครัวนั้นๆ ก่อนที่จะเข้าไปถ่าย ช่างภาพบางคนบอกผมว่าถ่ายรูปแค่ครึ่งชั่วโมง แต่คุยกันเหมือนสนิทกันมาหกเดือนแล้ว มันลดช่องว่างระหว่างชุมชนได้จริง จากคนที่ไม่เคยคุยกัน กลายเป็นทักทายกัน ยิ้มให้กัน เป็นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับคนในชุมชนโดยใช้รูปถ่ายแค่ใบเดียว  

การสื่อสารโปรเจ็กต์นี้ให้คนในพื้นที่เข้าใจ มีความยากง่ายอย่างไรบ้าง

ตอนแรกคิดว่าไม่น่ายาก เพราะเรารู้จักคนในพื้นที่ดีอยู่แล้ว แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย การที่ได้เข้าไปคุยกัน ทำให้เรารู้จักเขามากขึ้น ได้ทราบข้อมูลบางอย่าง แต่พอต้องถ่ายรูปกันจริงๆ บางคนอาจจะไม่ได้คุ้นกับการถูกถ่ายรูปขนาดนั้น บางคนก็ไม่เข้าใจว่าเราจะถ่ายเขาไปทำไม หรือบางครอบครัวก็ไม่เคยรวมตัวกันพร้อมหน้าแบบจริงจังมาก่อน กว่าจะเรียกกลับมารวมกันได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันมีความเกร็งของช่างภาพที่ต้องทำงานเหมือนกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอละลายพฤติกรรมกันไป คุยกัน เล่นกัน เราอธิบายให้เขาเข้าใจ เขาก็ผ่อนคลายขึ้น พร้อมจะให้เราเข้าไปนั่งในใจเขาได้แล้ว

งานที่ออกมาในวันนี้ ตอบจุดประสงค์ของมันแล้วหรือยัง 

สิ่งที่คนไม่ทราบเกี่ยวกับงานนี้ อาจเข้าใจว่าเป็นการถ่ายรูปเฉยๆ แต่จริงๆ นิทรรศการนี้มีถึง 9 โลเคชั่น ซึ่งแตกออกเป็นิทรรศการย่อยๆ อีก ทำให้มีคนสนใจเข้าร่วมไม่น้อยเลย ซึ่งเป็นเรื่องดีมากที่มีคนสนใจเข้าร่วมไม่น้อย ทั้งนักท่องเที่ยว ทั้งบล๊อกเกอร์ คนที่ประกอบกิจการร้านค้า พ่อค้าแม่ขาย เขาขายดีขึ้นเยอะเลยครับ พอนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ เขาก็มาตามลายแทงต่างๆ ทำให้บางร้านขายดีขึ้นได้โดยที่เขาเองก็ประหลาดใจเหมือนกัน บางร้านขายอาหารที่หายไปแล้ว เหลือแค่เจ้าเดียวในสงขลา นักท่องเที่ยวก็ยังตามไปกินกัน บางร้านที่ปกติขายไม่ค่อยได้ กลับขายดีขึ้นมา เป็นเรื่องที่น่าดีใจมากๆ 

แต่สุดท้ายแล้วเป้าหมายสำคัญของเราคือ คนในสงขลาเข้าใจเราหรือเปล่า ทั้งคนที่อยู่ในภาพเอง หรือไม่ได้อยู่ก็ตาม เราแคร์คนท้องถิ่นของเรามากที่สุด ที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิดในช่วงที่ผ่านมา พอมีงานแบบนี้เกิดขึ้น มันเหมือนเป็นการเยียวยากันและกัน แล้วมันก็แสดงให้เห็นว่าพอมีศิลปะเข้ามาอยู่ในเมืองไหน มันสามามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับเมืองนั้นได้จริงๆ เราดีใจที่เห็นเขาสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้
เมื่อเราให้ใจเขา แล้วเขาให้ใจเรากลับมา สิ่งที่ได้กลับมามันมีคุณค่ามากๆ 

เราจะรักษาความยั่งยืนของของเมืองสงขลาต่อไปได้อย่างไร หลังงานจบลง 

คนส่วนมากอาจจะเข้ามาแล้วก็จากไป  เรามองว่ากิจกรรมอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นมักจะทิ้งร่องรอยให้กับพื้นที่นั้นๆ ไว้เสมอ แต่สำหรับเรา ไม่ว่างานจะยังเกิดขึ้นต่อไปหรือไม่มีอีกแล้ว อย่างน้อยนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนในพื้นที่รู้แล้วว่าของดีของตัวเองคืออะไร จะขายออะไร จะทำอาหารยังไงให้คงที่ จะต่อยอดสินค้าที่ตัวเองมีได้ยังไง เขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองทำแล้ว สิ่งเหล่านี้มันอาจจะทำให้กิจการที่ตอนแรกกำลังจะเลิกทำ หรือไม่มีคนสืบทอดต่อ ยังคงดำเนินต่อไปได้ เพราะสุดท้ายแล้วความเป็นเมืองไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มันคือพวกเราทุกคน สิ่งสำคัญคือคนในเมืองสงชลานี่แหละครับ ที่จะต้องประคองกันต่อไปด้วยความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตัวเอง 

คุณมองสงขลาในวันนี้อย่างไร 

จาก 8 ปี ที่เราเริ่มทำงานกับคนในพื้นที่ สงขลาเปลี่ยนไปมากครับ จากเมืองที่ไม่บูมเรื่องการท่องเที่ยวเลย ยังไม่มีคนให้ความสนใจในเรื่องการพัฒนาเลยด้วยซ้ำ จนสงขลาเริ่มบูมเมื่อสัก 3 – 4 ปี มานี้ พอคนเห็นว่าการค้าการท่องเที่ยวในสงขลาเริ่มบูม เขาก็มาซื้อตึก มาลงทุนกันมากขึ้น มันอาจเป็นเรื่องดีในแง่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่

แต่มันก็เป็นดาบสองคมที่ซ่อนอยู่เหมือนกัน เรามักจะเห็นว่าเวลาเมืองไหนบูม มันจะกลายเป็น ‘เมืองท่องเที่ยว’ มากเกินไป เรากลัวเหมือนกันว่าสงขลาจะกลายเป็นเหมือนเมืองอื่นๆ ในประเทศเราที่เป็นแบบนั้น 

มีทางไหนบ้างที่จะป้องกันไม่ให้สงขลาเป็นแบบนั้น

ผมว่ามันคือการที่ชุมชนเรามีรากที่แข็งแรง รู้จุดดีจุดด้อยของตัวเอง และรู้ว่าเราจะไม่ไปถึงจุดนั้น จุดที่นักท่องเที่ยวเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง เราจะรู้ว่าแค่ไหนจะเป็นเมืองที่พอเหมาะพอเจาะ การเปลี่ยนแปลงย่อมเข้ามาเป็นธรรมดา แต่ทุกอย่างต้องมีการควบคุม อย่างเช่นถ้าวันหนึ่งจะมีร้านค้าแบรนด์ใหญ่เข้ามา ก็อาจต้องมีการคุยกันกับชุมชนก่อน เพื่อไม่ให้ร้านค้าเล็กๆ ล้มตายกันหมด อะไรแบบนี้ เราเชื่อว่าพอคนในชุมชนรู้จักรากของตัวเอง เขาจะมีจิตสำนึกหวงแหนมันขึ้นมาได้อย่างแน่นอนครับ

Recap | 'Portrait of Songkhla' นิทรรศภาพถ่ายที่เช็คว่า สงขลาเวลานี้ยังสบายดีอยู่
Recap | 'Portrait of Songkhla' นิทรรศภาพถ่ายที่เช็คว่า สงขลาเวลานี้ยังสบายดีอยู่
Recap | 'Portrait of Songkhla' นิทรรศภาพถ่ายที่เช็คว่า สงขลาเวลานี้ยังสบายดีอยู่
Shares